ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

ผู้เขียน หัวข้อ: ตรวจครรภ์ จะไม่ใช่เรื่องชวนสับสนอีกต่อไป  (อ่าน 198 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ motherhood

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 2910
  • กระทู้: 2
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: สมุทรปราการ
  • ชื่อเล่น: motherhood
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
 Share 

ตรวจครรภ์ จะไม่ใช่เรื่องชวนสับสนอีกต่อไป

สำหรับคู่รักที่วางแผนจะมีลูก หากพบว่าประจำเดือนขาดหรือมีอาการทางร่างกายอื่น ๆ ก็คงจะนึกถึงการ “ตรวจครรภ์” เป็นอันดับแรกใช่ไหมคะ แต่ก็อาจจะยังมีผู้หญิงหลายคนที่สับสนว่าควร ตรวจครรภ์ตอนไหนจึงจะได้ผลที่แม่นยำ หรือสงสัยในการใช้งานที่ตรวจครรภ์ ว่าใช้แบบไหนจะจึงถูกวิธี รวมทั้งการอ่านค่า การดูผลตรวจต่าง ๆ ด้วย วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเรื่องนี้ไปด้วยกันค่ะ

เมื่อไหร่ที่ควรตรวจครรภ์
หากคุณเริ่มสงสัยว่าตนเองอาจจะตั้งครรภ์ สามารถสังเกตอาการเบื้องต้นก่อนได้โดยยังไม่ต้องไปพบแพทย์ อาการที่สามารถพบได้มีดังนี้
- ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือประจำเดือนขาด
- อ่อนเพลียผิดปกติ
- เต้านมขยายและรู้สึกเจ็บ

เมื่อสังเกตแล้วว่ามีอาการเข้าข่ายตามนี้ โดยเฉพาะประจำเดือนไม่มาตามปกติ สิ่งต่อไปที่ควรทำคือซื้อที่ตรวจครรภ์มาทำการตรวจด้วยตัวเอง สำหรับการตรวจด้วยที่ตรวจครรภ์ โดยปกติแล้วควรรอให้เลยวันที่รอบเดือนควรจะมาเสียก่อนอย่างน้อยประมาณ 7 วัน เพราะบางครั้งความเครียด ความวิตกกังวลก็อาจทำให้ประจำเดือนมาช้ากว่าปกติได้ ถ้ารอจนครบ 7 วัน เมื่อตรวจแล้วพบว่าได้ผลบวกแสดงว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ แต่ถ้าให้ผลลบก็ยังไม่แน่ใจว่าจะไม่ตั้งครรภ์ หากประจำเดือนยังไม่มาอีกภายใน 7 วันหลังจากการตรวจครั้งแรก ก็ให้ตรวจซ้ำอีกครั้ง ถ้ายังให้ผลลบอยู่คุณก็น่าจะไม่ตั้งครรภ์ แต่ก็ยังไม่แน่นอนอยู่ดีหากประจำเดือนของคุณยังไม่มา หลังจากตรวจรอบ 2 ถ้าเลย 7 วันไปแล้วและยังคงกังวลกับผลที่ได้ก็ควรไปพบแพทย์


ที่ตรวจครรภ์ทำงานอย่างไร
รูปแบบการทำงานของที่ตรวจครรภ์คือการตรวจปัสสาวะเพื่อตรวจหาฮอร์โมนตั้งครรภ์ เช่นเดียวกับการตรวจในทางการแพทย์ที่เรียกว่า การทดสอบหาฮอร์โมน HCG (Human Chorionic Gonadotropin) ในน้ำปัสสาวะของผู้หญิง ฮอร์โมน HCG นี้สร้างมาจากรกและเซลล์ตัวอ่อนของมนุษย์หลังปฏิสนธิไปแล้ว 6 วัน และจะมีปริมาณสูงขึ้นเมื่อปฏิสนธิได้ 8 -12 สัปดาห์ขึ้นไป ดังนั้นหากตรวจพบฮอร์โมนนี้นั่นหมายความว่ากำลังตั้งครรภ์ การตรวจนี้มีความแม่นยำมากถึง 90% และสามารถตรวจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นในรายที่มีประจำเดือนขาตั้งแต่ 10-14 วันขึ้นไป

โดยปกติแล้วในชุดทดสอบจะมีอุปกรณ์ตรวจมาให้พร้อมสรรพ สามารถวัดค่าหรือแสดงผลได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นนอกเหนือจากที่ให้มาในชุดตรวจสอบ ซึ่งจะมีอยู่ด้วยกัน 4 รูปแบบ คือ


1. แบบแถบจุ่ม (Test Strip) ในชุดจะประกอบด้วยแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์และถ้วยตวงปัสสาวะ ในส่วนของวิธีการใช้ ให้เก็บน้ำปัสสาวะลงในถ้วยตวง แล้วนำแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ด้านที่มีลูกศรชี้ลง จุ่มลงไปในน้ำปัสสาวะเพียง 3 วินาที โดยระวังอย่าให้น้ำปัสสาวะเลยขีดที่กำหนดหรือสูงเกินขีดลูกศรในแผ่นทดสอบ แล้วนำแผ่นทดสอบออกจากน้ำปัสสาวะ และถือหรือวางไว้ในแนวนอน หากเลือกที่จะวาง ควรวางลงบนพื้นผิวที่แห้งสนิทเท่านั้น แล้วรออ่านผลการตั้งครรภ์ได้ภายใน 1-5 นาที ทางที่ดีควรรอจนครบ 5 นาที เพื่อให้แน่ใจว่าชุดทดสอบแสดงผลได้อย่างถูกต้อง ข้อดีของแถบตรวจประเภทนี้คือมีราคาถูก แต่ในการใช้งาน ตอนที่นำแผ่นทดสอบจุ่มลงไปในน้ำปัสสาวะ เราจะต้องคอยระวังไม่ให้น้ำปัสสาวะสูงเกินกว่าขีดที่กำหนด เพราะจะทำให้แผ่นทดสอบเสื่อมสภาพ ที่ตรวจครรภ์แบบแถบจุ่มนี้สามารถหาซื้อได้ในราคาประมาณ 100-150 บาท


2. แบบตลับหรือแบบหยด (Pregnancy Test Cassette) ในชุดประกอบไปด้วยตลับทดสอบการตั้งครรภ์ ถ้วยตวงปัสสาวะ และหลอดหยดสำหรับดูดน้ำปัสสาวะ สำหรับขั้นตอนการใช้ ให้เก็บน้ำปัสสาวะลงในถ้วยตวง แล้วนำหลอดหยดดูดน้ำปัสสาวะเข้าไปในปริมาณที่พอเหมาะ แล้วจึงหยดน้ำปัสสาวะลงบนตลับทดสอบที่วางบนพื้นราบประมาณ 3-4 หยด ไม่จำเป็นต้องหยดมากกว่านี้ แล้วปล่อยชุดทดสอบทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที จากนั้นอ่านผลการทดสอบ ข้อดีของแถบตรวจประเภทนี้คือสามารถช่วยลดโอกาสแผ่นทดสอบเสื่อมสภาพจากวิธีการดูดซับน้ำปัสสาวะของชุดทดสอบได้ สามารถหาซื้อได้ในราคาประมาณ 140-180 บาท


3. แบบปัสสาวะผ่าน (Pregnancy Midstream Tests) ในชุดจะมีแค่แท่งทดสอบการตั้งครรภ์ วิธีก็ใช้เริ่มจากถอดฝาครอบออก โดยที่ถือแท่งทดสอบให้หัวลูกศรชี้ลง แล้วปัสสาวะให้ไหลผ่านบริเวณที่ดูดซับน้ำปัสสาวะซึ่งจะอยู่บริเวณต่ำกว่าลูกศรให้ชุ่มประมาณ 5 วินาที แล้วให้ถือหรือวางแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ไว้ในแนวราบ และรออ่านผลได้ตั้งแต่ประมาณ 30 วินาทีเป็นต้นไป แต่เพื่อความแม่นยำควรรออ่านผลภายใน 3-5 นาที ที่ตรวจครรภ์ชนิดนี้มีข้อดีคือสามารถใช้งานได้สะดวกมากกว่าชนิดอื่น เพราะไม่ต้องเก็บน้ำปัสสาวะในถ้วย จึงช่วยลดขั้นตอนในการทดสอบได้ แต่จะมีข้อเสียกว่าสองแบบแรกคือจะมีราคาสูงกว่า มักขายกันประมาณ 180-200 บาท


4. แบบดิจิตอล (Digital Pregnancy Tests) ในชุดจะมีมาแค่แท่งทดสอบการตั้งครรภ์ การใช้งานจะคล้ายกับแบบปัสสาวะผ่าน คือถอดฝาครอบออกพร้อมกับถือแท่งทดสอบโดยให้หัวลูกศรชี้ลง จากนั้นปัสสาวะให้ไหลผ่านบริเวณที่ดูดซับน้ำปัสสาวะให้ชุ่ม เสร็จแล้วถือหรือวางแท่งทดสอบการตั้งครรภ์ไว้ในแนวราบประมาณ 3 วินาทีเท่านั้น ให้ผลที่ค่อนข้างแม่นยำเพราะแสดงผลแบบจอดิจิตอล แต่มีราคาที่สูงกว่าประเภทอื่นค่อนข้างมาก สามารถพบได้ในราคา 600-700 บาท

การอ่านผลจากที่ตรวจครรภ์
การใช้ที่ตรวจครรภ์เป็นการวัดขีดซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากการหยดน้ำปัสสาวะไปยังที่ตรวจครรภ์ ซึ่งส่วนมากแล้วในกล่องของชุดทดสอบการตั้งครรภ์ที่ซื้อมาจะบอกวิธีการใช้และวิธีการอ่านค่าไว้แล้วพร้อมรูปตัวอย่าง ควรอ่านค่าหลังจากที่ทิ้งไว้ 5 นาทีจะเป็นค่าที่แม่นยำที่สุด หากทิ้งไว้นานกว่านั้นอาจทำให้ค่าเปลี่ยนแปลง เช่น มีขีดเพิ่มขึ้นมาได้ ซึ่งอาจไม่ใช่การตั้งครรภ์หรือเป็นค่าที่เชื่อถือไม่ได้แล้ว

ขีดในแถบวัดจะมีด้วยกัน 2 ขีด โดยขีด C คือ Control Line ส่วนขีด T คือ Test Line สำหรับผลที่เกิดขึ้นจะมี 3 แบบ ได้แก่
- ตรวจแล้วขึ้น 1 ขีด พบว่ามีขีดขึ้นที่ C อย่างเดียว คือ ได้ผลลบ แปลว่า “น่าจะไม่ตั้งครรภ์” (หมายความว่า ไม่ตั้งครรภ์ หรือ อาจจะตั้งครรภ์แล้วแต่ยังตรวจไม่พบ
- ตรวจแล้วขึ้น 2 ขีด หรือ ขึ้น 2 ขีด จาง ๆ โดยขึ้นที่ C และ T คือ ได้ผลบวก แปลว่า “น่าจะมีการตั้งครรภ์” ถ้าขีด T ขึ้นจาง ๆ แนะนำว่าให้รออีก 2-3 วันแล้วค่อยตรวจใหม่ ถ้าเปลี่ยนไปใช้ชุดตรวจยี่ห้อใหม่ได้ก็ยิ่งดี
- ตรวจแล้วไม่ขึ้นแถบสีหรือไม่ขึ้นสักขีด หรือ ขึ้น 1 ขีดบนตัว T คือ อ่านค่าไม่ได้ แปลว่า “ชุดทดสอบการตั้งครรภ์เสีย” ซึ่งอาจเกิดจากการผลิต การเก็บไม่ถูกวิธี การใช้ปัสสาวะเก่า หรือชุดทดสอบหมดอายุ ถ้าตรวจแล้วไม่ขึ้นสักขีดจะเท่ากับว่าการตรวจครั้งนั้นใช้ไม่ได้ ต้องทำการตรวจใหม่อีกครั้ง

หากได้ผลการตรวจที่ขึ้นขีดจาง ๆ ผลจะยังไม่ชัดเจนว่าตั้งครรภ์แล้วหรือไม่ แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าน่าจะมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เพราะชุดทดสอบในปัจจุบันจะมีความไวสูงมาก ปริมาณฮอร์โมน HCG เพียงแค่ 10 mIU/ml ก็สามารถตรวจพบการตั้งครรภ์ได้แล้ว ในกรณีนี้ให้ตรวจซ้ำใหม่อีกครั้ง หากต้องการความแม่นยำที่สุดควรตรวจในช่วงที่ขาดประจำเดือนไปแล้ว 10-14 วัน ซึ่งผลที่ได้จะชัดเจนกว่า 90%


คำแนะนำในการทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตนเอง
- อ่านคำแนะนำและทำความเข้าใจในการใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์อย่างละเอียด และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
- การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยตัวเองเป็นการตรวจหาการตั้งครรภ์เบื้องต้นเท่านั้น ควรตรวจยืนยันผลการตั้งครรภ์โดยแพทย์อีกครั้ง
- การตรวจปัสสาวะ ควรใช้ปัสสาวะหลังจากตื่นนอนตอนเช้าซึ่งจะให้ผลดีที่สุด จุดสำคัญคือต้องใช้ปัสสาวะสด ๆ หรือเป็นปัสสาวะที่ออกมาใหม่เท่านั้น
- ชุดทดสอบเมื่อซื้อมาแล้วสามารถเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดและความชื้น
- เมื่อฉีกซองออกแล้วต้องตรวจทันทีจึงจะได้ผลที่แม่นยำ หากฉีกแล้วยังไม่ตรวจสามารถเก็บไว้ได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นประสิทธิภาพจะลดลงเพราะเจอความชื้น
- หากต้องการทดสอบซ้ำ ให้เว้นระยะห่างจากการทดสอบครั้งแรกอย่างน้อย 2-3 วัน

แม้ว่าจะสามารถตรวจครรภ์ได้เองที่บ้าน ก็เป็นแค่การตรวจในระดับเบื้องต้นเท่านั้น ทางที่ดีควรไปพบแพทย์เพื่อให้ตรวจยืนยันผลการตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง เพราะนอกจากจะมีการตรวจจากปัสสาวะแล้ว ยังมีการตรวจเลือด และการตรวจอัลตราซาวนด์อีกด้วยค่ะ อย่างไรแล้ว Motherhood ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคู่ที่กำลังรอคอยเจ้าตัวน้อย ได้มีเจ้าตัวน้อยมาให้ชื่นชมในปีหนูทองนี้นะคะ

อ่านบทความแนะนำ >>  เพลงกล่อมเด็ก หรือ  เด็กฟันผุ
อ่านบทความสำหรับแม่และเด็กอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่นี่ >> http://story.motherhood.co.th
มองหาสินค้าสำหรับแม่และเด็กในราคาสุดพิเศษได้เลยที่ >> http://Motherhood.co.th