ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

ผู้เขียน หัวข้อ: บริการด้านอาหาร: อาหารเด็กที่เหมาะสมกับพัฒนาการทารก  (อ่าน 76 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ siritidaphon

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • **
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 2894
  • กระทู้: 10
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพ
  • ชื่อเล่น: แอม
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
 Share 
บริการด้านอาหาร อาหารเด็กที่เหมาะสมกับพัฒนาการทารก อาหารเด็ก คือ การเริ่มให้เด็กเล็กหรือทารกหัดรับประทานอาหารแข็งอื่น ๆ นอกเหนือไปจากการดื่มน้ำนมแม่หรือนมผง พ่อแม่จะเริ่มฝึกให้ทารกรับประทานอาหารต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาหารที่สับหรือบดละเอียด

การรับประทานอาหารอื่น ๆ จะช่วยให้ทารกได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วน เนื่องจากร่างกายนำสารอาหารที่สะสมไว้ไปใช้เรื่อย ๆ ส่งผลให้สารอาหารเหล่านั้นเริ่มหมดลงเมื่อทารกอายุ 6 เดือน จึงต้องรับประทานอาหารอื่นควบคู่กับนมวัวที่กลายมาเป็นอาหารหลักเมื่อทารกอายุครบ 1 ปี ทั้งนี้ การฝึกให้ทารกหัดเคี้ยวหรือกัดอาหารก็ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อที่จำเป็นต่อพัฒนาการด้านการพูด

ควรให้อาหารเด็กแก่ทารกเมื่อไหร่ ?

โดยทั่วไปแล้ว พ่อแม่ควรเริ่มให้อาหารเด็กควบคู่กับการดื่มนมแม่หรือนมผงเมื่อทารกอายุครบ 6 เดือน การหัดให้รับประทานอาหารอื่นในช่วงวัยนี้จะช่วยให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพของทารก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ช่วยลดโอกาสที่ทารกจะเกิดอาการสำลักอาหาร แพ้อาหาร หรือติดเชื้อจากการรับประทานอาหารบางอย่าง โดยเฉพาะผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคแพ้กลูเตน (Coeliac Disease) ซึ่งอาจเกิดอาการดังกล่าวได้หากได้รับกลูเตนจากการรับประทานอาหารจำพวกธัญพืช ทั้งนี้ ยังมีวิธีสังเกตอาการหรือสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าทารกต้องการรับประทานอาหาร ดังนี้

– ทารกตั้งศีรษะตรง
– ลุกขึ้นนั่งโดยมีคนช่วยหนุนหลังหรือประคองให้นั่ง ผู้เป็นแม่อาจให้ทารกนั่งตักของตนก่อนขณะที่ให้เด็กรับประทานอาหาร เมื่อทารกนั่งได้เองแล้ว อาจให้นั่งบนเก้าอี้ได้
– เริ่มหัดเคี้ยว โดยทารกสามารถหยิบอาหารเข้าปากและกลืนได้ พ่อแม่จะสังเกตได้ว่าทารกน้ำลายไหลออกจากปากน้อยลง หรือมีฟันขึ้นมาประมาณ 1-2 ซี่
– ทารกจะเริ่มรับประทานอาหารกึ่งแข็งกึ่งเหลวได้เมื่อมีน้ำหนักตัวเพิ่มเป็น 2 เท่าจากน้ำหนักตัวแรกคลอด โดยน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน
– ทารกมองหรือพยายามหยิบอาหารแบบที่ผู้ใหญ่ทำ
– ทารกมองอาหารและหยิบอาหารเข้าปากตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ทารกอาจแสดงพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่าสามารถให้เริ่มรับประทานอาหารเด็กได้ เช่น กัดมือหรือกำปั้นตัวเอง ตื่นขึ้นมากลางดึกหลังจากหลับไปแล้ว หรือต้องการดื่มนมมากขึ้น

อาหารเด็กสำหรับพัฒนาการทารกวัยต่าง ๆ

ทารกแต่ละช่วงวัยจะรับประทานอาหารแตกต่างกันไปตามพัฒนาการของร่างกาย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงแรกเกิด-6 เดือน และช่วงอายุ 6 เดือนขึ้นไป ดังนี้

ช่วงแรกเกิด-6 เดือน
– น้ำนม ทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน ควรดื่มนมแม่หรือนมผงสำหรับทารกในกรณีที่แม่ไม่สามารถให้นมบุตรได้ ซึ่งทารกจะได้รับปริมาณน้ำนมแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน ดังนี้
– น้ำนมแม่ การให้นมบุตรตลอด 6 เดือนแรกนับว่ามีประโยชน์ต่อทารกและมารดา โดยทารกจะสามารถต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เจริญเติบโตสมวัย และได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างครบถ้วน ส่วนมารดาที่ให้นมบุตรนั้นจะน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วและสามารถคุมกำเนิดได้นานขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานควรรับประทานอาหารให้เพียงพอและครบถ้วน เพื่อเลี่ยงภาวะน้ำหนักตัวลดลงอันส่งผลเสียต่อสุขภาพ แม่ที่ให้นมบุตรเอง ควรให้นมทารกวันละ 8-12 ครั้ง ทั้งนี้ เมื่อทารกอายุมากขึ้น ก็อาจใช้เวลาในการให้นมบุตรน้อยลง เนื่องจากร่างกายของทารกสามารถรับปริมาณน้ำนมได้มากและดีขึ้น
– นมผง ผู้เป็นแม่ควรชงนมผงสำหรับทารกในปริมาณ 60-90 มิลลิลิตร โดยให้ทารกดื่มนมทุก 3-4 ชั่วโมง ทั้งนี้ ทารกอาจดื่มนมวันละประมาณ 950 มิลลิลิตรเมื่ออายุครบ 6 เดือน และจะดื่มนมบ่อยขึ้นเมื่ออยู่ในช่วงเจริญเติบโต
– ถั่วลิสง อาการแพ้ถั่วถือเป็นภาวะร้ายแรงและอันตรายต่อชีวิต การให้ทารกรับประทานถั่วลิสงตั้งแต่อายุยังน้อยจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการแพ้ได้ งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ทำการศึกษาทารกช่วงอายุ 4-11 เดือน จำนวน 640 คน ที่มีอาการแพ้ไข่หรือป่วยเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบอย่างรุนแรง โดยแบ่งทารกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่รับประทานถั่ว และกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานถั่ว และใช้เวลาทำการทดลองจนทารกอายุครบ 60 เดือน พบว่า กลุ่มที่ไม่ได้รับประทานถั่วเกิดอัตราความชุกของภาวะแพ้ถั่วมากกว่ากลุ่มที่รับประทานถั่ว ทารกที่ป่วยเป็นโรคผื่นผิวหนังอักเสบรุนแรงหรือแพ้ไข่ จัดเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเกิดอาการแพ้ถั่วได้สูง จึงควรรับประทานถั่วลิสงตั้งแต่อายุ 4-6 เดือน แล้วจึงให้รับประทานอาหารเด็กอย่างอื่นเมื่อครบกำหนดอายุที่เหมาะสม ส่วนทารกที่เกิดอาการของโรคผื่นผิวหนังอักเสบระดับอ่อนไปจนถึงค่อนข้างรุนแรง ควรหัดรับประทานถั่วลิสงเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน เพื่อเลี่ยงการเกิดอาการแพ้ถั่ว และทารกที่ไม่ได้ป่วยเป็นผื่นผิวหนังอักเสบหรือมีอาการแพ้อาหาร สามารถรับประทานถั่วลิสงร่วมกับอาหารเด็กชนิดอื่น ๆ ได้ตามต้องการ อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ควรให้ทารกเริ่มหัดรับประทานถั่วลิสงในรูปของเนยถั่วชนิดบดละเอียดที่ผสมกับผักหรือผลไม้บดละเอียด เพื่อไม่ให้อาหารติดคอทารก


บริการด้านอาหาร: อาหารเด็กที่เหมาะสมกับพัฒนาการทารก ดูเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ http://snss.co.th/dt_post/catering-service/